วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2559

บูดูทรงเครื่อง


สวัสดีคะ วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 17 มีนาคม 2559 วันนี้ก็ร้อนมากๆ เอาเป็นว่าวันนี้ เจ้าของบล็อกก็จะนำเสนออะไรมาดูกันดีกว่าคะ
______________________________________________________
ไหนๆก็ไหนๆ อากาศร้อนๆย่างเข้าฤดูร้อนแล้ว วันนี้ก็เลยมานำเสนอ <ยั่วน้ำลายสอ> กับเมนูสุดเด็ดร้อนจัดจ้านและเร้าใจ ถ้าลองชิมแล้วจะติดใจต้องกินทุกวันเลย ^^ เมนูนั้นก็คือ ... แทน แท่น แท๊น !!!
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>บูดูทรงเครื่อง<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

                             

แน่นอนเลยค่ะ เจ้าของบล็อกรู้สึกอยากกินจังเลย นานแล้วที่ไม่ได้ชิมรสชาตินี้ บอกตามตรงเลยนะคะว่าเจ้าของบล็อกเองที่อยากจะกินเลยเอามาฝากทุกคนกันค่ะ ^^


บูดูที่นำเสนอวันนี้ คือ บูดูที่มาจากบ้านของเจ้าของบล็อกเองและเป็นของอำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี ของขึ้นชื่อของจังหวัดเลยทีเดียว แต่ไม่เหมือนกับบูดูที่ทานกับข้าวยำนะคะ  ***

วิธีการทำ

เริ่มจากวัตถุดิบ
         1. ตะไคร้

         2. กระเทียม
         3. หอมแดง
         4. มะนาว
         5. พริก
         6. น้ำตาล (ใส่นิดหน่อย)

        7. น้ำบูดู (พระเอกของเรา
        8. เนื้อปลา/กุ้ง/หมู









สำหรับการปรุงรส

1.เขย่าขวดให้เนื้อและน้ำเข้ากัน 












2.ใส่น้ำตาลเล็กน้อย เพื่อความกลมกล่อมและคนให้เข้ากัน



















3.จากนั้นใส่พริก,กระเทียม,หอมแดง และตะไคร้ที่หั่นไว้ใส่ลงไป คลุกเคล้าให้เข้ากัน








4.ใส่น้ำมะนาวลงไป จากนั้นคลุกเคล้าให้เข้ากัน













5.หากต้องการเพิ่มเนื้อปลานึ่งสุก,กุ้งสับ หรือหมูสับ ก็สามารถใส่ลงไปได้
                                                 








5.สามารถรับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ และรับประทานควบคู่กับผักได้                                              
 



***6.ทั้งนี้ในแต่ละพื้นที่สูตรในการปรุงรสอาจแตกต่างกันไป



________________________________________________



ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก http://pantip.com/topic










วันพุธที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2559

อาหารกับแคลอรี่

                     Hello Hello Hello  สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เรามาพบกันอีกแล้วนะคะ วันนี้มีเรื่องอะไรมานำเสนอ มาดูกันเลยดีกว่าค้า ^^
---------------------------------------------------------------------------------------------------------




อาหารกับแคลอรี่

         ปกติแล้วเชื่อว่าหลายๆคน ชอบกินอาหารหลายๆประเภทอยู่แล้ว บางครั้งก็กินตามใจปาก บางครั้งกินและควบคู่กับการลดน้ำหนัก วันนี้ก็เลยนำสาระเกี่ยวกับแคลอรี่ของอาหาร
มาฝากกันคะ ^o^
















------------------------------
สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 
https://www.facebook.com/meungauon


           


วันจันทร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2559

ผ้าปาเต๊ะของดีหาดูได้ยาก



       
             สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้มาพบกันอีกครั้ง ก่อนอื่นต้องขอโทษด้วยจริงๆที่เมื่อวาน วันที่ 14 มีนาคม ที่ผ่านมา เจ้าของบล็อกไม่ได้นำเสนอสิ่งที่น่าสนใจเพราะว่า
ติดสอบคะ T^T เดี๋ยววันนี้เจ้าของบล็อกขอแก้ตัวด้วยเรื่องอะไรมาติดตามกันค่ะ 

________________________________________________________________________________
-------------------------------------------***-------------------------------***-------------------------------------

>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>ผ้าปาเต๊ะ<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<<

ผ้าปาเต๊ะ หรือว่าบาเต๊ะนั้น เป็นคำที่ใช้เรียกชื่อผ้าชนิดหนึ่งที่มีวิธีการทำโดยใช้เทียนปิดส่วนที่ไม่ ต้องการให้ติดสี หรือบางคนอาจรู้จักกันดีในชื่อผ้าบาติก แต่ที่ต่างกันก็คือลวดลายของผ้า หากเป็นลวดลายที่ซับซ้อน วิจิตรสวยงาม ตั้งแต่ สองลายขึ้นไปบนผ้าผืนเดียว จะนิยมเรียกผ้าชนิดนั้นว่าผ้า ปาเต๊ะ มากกว่าผ้าบาติก
          ผ้าปาเต๊ะ เป็นผ้าที่มีราคาค่อนข้างแพงกว่าผ้าบาติกธรรมดาทั่วไป เนื่องจากมีขั้นตอนการผลิตที่ซับซ้อนมากกว่า และมีลวดลายที่สวยงามกว่าจึงจะเรียกว่าผ้าปาเต๊ะ เป็นที่นิยมของคนชั้นสูงในภาคใต้ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีการพิมพ์ลายที่ทันสมัย และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทำให้ผ้าปาเต๊ะมีราคาถูกลง จึงทำให้สามารถหาซื้อได้ง่ายขึ้น แต่ถ้าหากเป็นผ้าปาเต๊ะที่มีลายที่สวยงามมากโดยเฉพาะผ้าปาเต๊ะสำหรับเจ้าสาวจะมีราคาสูงถึงหลักแสนบาทการนุ่งผ้าปาเต๊ะให้ออกมาดูสวยงามนั้นก็ต้องมีเทคนิคเฉพาะ เพื่อให้สามารถโชว์ลายทั้งสองที่อยู่บนผ้าได้อย่างกลมกลืน และสวยงาม ผ้าปาเต๊ะเคยเป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในผู้หญิงภาคใต้ จนกระทั่ง
วัฒนธรรมการใส่กระโปรงเข้ามาแทนที่จึงทำให้การนุ่งผ้าปาเต๊ะลดน้อยลงไป
การแสดงระบำ

ลักษณะลวดลาย 

                                                        
                                                     ผ้าปาเต๊ะ


ผ้าบาติกในประเทศไทย

        ในประเทศไทย มีการทำผ้าบาติกเป็นอุตสาหกรรมกันมานานแล้ว มีการผลิตในหลายจังหวัดทางภาค ใต้ เช่น ยะลา ปัตตานี สงขลา นราธิวาส และในภาคกลาง เช่น กรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ยังมีการผลิตผ้าบาติกตามสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียง เช่น ภูเก็ต เกาะสมุย เชียงใหม่ พัทยา เป็นต้น แต่การแพร่หลาย ของผ้าบาติกนั้นเริ่มเข้ามาทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยได้รับอิทธิพลมาจากมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียเอง ก็ได้รับอิทธิพลมาจากอินโดนีเซียอีกทอดหนึ่ง

การทำผ้าบาติก

อุปกรณ์
  • ผ้า ควรเป็นเส้นใยจากธรรมชาติ เช่น มัสลิน ฝ้าย ไหม ลินิน
  • ขี้ผึ้งเทียนไข ผสมในอัตราส่วนที่ต้องการ เช่น ถ้าต้องการให้เทียนมีความเหนียวใช้อัตราส่วนขี้ผึ้งต่อพาราฟิน 1:2, แต่ถ้าต้องการให้เทียนเกิดรอยแตก (Crack) ง่าย ใช้อัตราส่วนขี้ผึ้งต่อพาราฟิน 1:8
  • โซเดียมซิลิเกต (เคลือบสี)
  • สีที่ใช้แต้มหรือย้อม เช่น สีรีแอคทีฟ สีวัต เป็นต้น
  • ชานติ้ง เป็นอุปกรณ์เขียนลายเส้น ทำด้วยทองเหลือง มีลักษณะเป็นกระเปาะใช้ใส่น้ำเทียน ปลายมีรูสำหรับให้เทียนไหลออกมาเป็นเส้น ส่วนด้ามเป็นไม้
  • กรอบไม้
  • พู่กันระบายสี เบอร์ 6, 8, 12 ปลายแหลม หรือปลายตัด ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้
  • กระปุกใส่สี
  • แปรงทาสี
  • หม้อต้มเทียน (ใบเล็กๆ)
  • หม้อต้มผ้า
  • ผงซักฟอก
  • กาละมังซักผ้า
  • เตาต้มเทียน ควรเป็นเตาไฟฟ้า หรืออาจใช้เตาแก๊สก็ได้ แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะเทียนนั้นติดไฟได้ง่าย
วิธีการทำ

ศึกษาได้จากวิดีโอการทำผ้าบาติก


ตัวอย่างผ้าปาเต๊ะหรือบาติก

สวมเสื้อผ้าปาเต๊ะ
ลวดลายของปาเต๊ะ









ขอขอบคุณข้อมูลจาก
https://koryahpic.wpresord



  




วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559

ปลากุเลาตากใบ ราชาแห่งปลาเค็ม

สวัสดีตอนดึกเลยนะคะ 555 อย่าพึ่งนอนก่อนๆ ล้อเล่นค่ะ เมื่อวานได้ฝึกทักษะการคิดเกี่ยวกับคณิตศาสตร์ไปแล้ว วันนี้ก็มาดูของขึ้นชื่อที่หลายๆคน คงยังไม่รู้จักแน่ๆ นั่นก็คือ "ปลากุเลา" นั่นแน่ ไม่รู้จักหรือว่าเคยคุ้นหูกันบ้างหรือปล่าว ปลากุเลาเป็นของฝากขึ้นชื่อของ อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาสค่ะ เดี๋ยวมาดูกันนะคะว่า มันคืออะไร เป็นอย่างไรบ้างมาดูกันดีกว่าค่ะ 
🎉

“ปลากุเลาตากใบ” ราชาแห่งปลาเค็ม 
--------------------------------------------------------------------

วงศ์ปลากุเรา (อังกฤษThreadfin) เป็นวงศ์ปลาในอันดับ Perciformes ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Polynemidae (โพ-ลี-นี-มิ-ดี)

เชื่อหรือไม่ ? ว่าปลากุเลาตากใบราคาตัวละประมาณพันกว่าบาท ^=^
เป็นเรื่องจริงค่ะ

ปลากุเลา โอท็อปของนราธิวาส
สำหรับวิธีการทำปลากุเลา ดูได้จากวิดีโอนี้เลยค่ะ

หรือดูได้จากภาพต่อไปนี้วัตถุดิบและส่วนประกอบ
1. ปลากุเลาสด
2. เกลือเม็ดสะอาด

3.น้ำสะอาด







ปลาที่ “คนกินไม่ได้ซื้อ คนซื้อไม่ได้กิน”

       เป็นสุภาษิตที่ชาวตากใบมักพูกเล่นๆถึงสรรพคุณ ความ
อร่อย ของปลากุเลา ที่คนส่วนใหญ่เมื่อได้ลองชิมแล้วก็จะ
ติดใจทุกราย จนได้รับฉายาว่า "ราชาแห่งปลาเค็ม"    



ปลากุเลาตากใบ เป็นปลากุเลาเค็มผลิตภัณฑ์ชุมชนสินค้า

โอทอป
ระดับ 5 ดาวของ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ที่เป็นการตกผลึก

ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่สั่งสมกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เกิดเป็น 
“ภูมิปัญญาปลา

เค็ม” อันเลื่องชื่อลือชาในความอร่อย(มาก)เหนือกว่าปลาเค็มทั่วๆไป

 โดยเคล็ดลับความอร่อยของปลากุเลาตากใบนั้น อยู่ที่การคัดเลือก

ปลาที่มีคุณภาพ ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้ปลาสดใหม่ที่จับได้ใน อ.ตากใบ

และในทะเลนราธิวาสเท่านั้น 

         
          
         สำหรับความพิเศษอันโดดเด่นของปลากุเลาตากใบนั้นก็คือ

เป็นปลาที่เนื้อเนียนละเอียด รสเค็มกำลังดี ตอนทอดจะมีกลิ่นหอมโชย

เตะจมูกยั่วน้ำลาย(บางคนบอกกลิ่นโชยไป 3 บ้าน 8 บ้าน) เมื่อทอด

เสร็จแล้วจะมีเนื้อแน่นเนียน ฟู เค็ม มัน ยิ่งถ้ามายำบีบมะนาว ซอย

หอมแดง พริกขี้หนูลงไป ถือว่าอร่
อยเด็ดนักแล


         และด้วยความอร่อยขึ้นชื่อ ทำให้ปลากุเลาตากใบมีสนนราคา

ขายที่แพงเอาเรื่อง ปัจจุบันตกอยู่ที่กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 1,200-

1,500 บาท ซึ่งก็ทำให้ชาวตากใบหรือชาวนรามักจะซื้อหาไปเป็นของ

กำนัลผู้หลักผู้ใหญ่ หรือส่งไปให้กับคนที่นับถือกัน







             ถ้าใครต้องการลองลิ้มรสปลากุเลา ราชาปลาเค็มสามารถ

ติดต่อได้ทางบล็อกนี้เลยนะคะ รับรองในความอร่อยของขึ้นชื่อ

จากเทศบาลเมืองตากใบ

.....................................................................................

ขอขอบคุณที่มาของข้อมูล





บล็อกนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นแหล่งความรู้ เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมทางภาษา/ความรู้การใช้งานโปรแกรม Infographic/นวนิยายเรื่องสั้น อีกทั้ง รวบรวมเรื่องราวกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดความสนใจใหม่ๆ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย